เปิดเวบเมื่อ 08/12/2552
ปรับปรุงเวบเมื่อ 15/10/2562
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 1801








บทความ
โอ้เอยเจ้าอบเชย (อ่าน 3023/ตอบ 0)
อบเชย Cinnamon อยู่ในวงศ์ Lauraceae สกุล Cinnamomum พบในเฉพาะทวีปเอเชีย และออสเตรเรีย มีมากกว่า 50 ชนิด ส่วนในประเทศไทยพบถึง 16 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เปลือกจะหนา มีกลิ่นหอมอ่อน ส่วนที่นำมาใช้ คือ เนื้อไม้ชั้นในที่แห้งแล้วของ มีสีน้ำตาลอมแดง ในประเทศไทยมีปลูก และทั้งที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ไม่ถึงขั้นนำมาขายเป็นกอบเป็นกำ เหมือนกับประเทศอื่นในเอเชีย เช่น จีน ศรีลังกา และเวียดนาม แต่อบเชยเวียดนาม และอินโดนีเชีย ก็ขึ้นได้ดีในประเทศไทย ปลูกเพียง 3 ปี ก็มีผลผลิตขายได้แล้ว
อบเชย เป็นไม้ยืนต้น ต้นสูงราว 4-10 เมตรเป็นต้นไม้ขนาดกลาง ใบและเปลือกมีกลิ่นหอม ใบมีลักษณะเดี่ยว เรียงตรงข้ามกัน ดอกจะออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง เป็นดอกย่อยสีเหลืองอ่อน เป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกับ ชะเอม กระเพรา ข่า การบูร และเทพทาโร ปัจจุบันบันมีการจำแนกอบเชยออกเป็น 5 ชนิด
1.       อบเชยศรีลังกา คนไทยเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  “ อบเชยเทศ ”   มีราคาแพงที่สุด
2.       อบเชยอินโดนีเชีย หรือ อบเชยชวา ได้รับความสูงสุดในปัจจุบัน
3.      อบเชยญวน(เวียดนาม) มีรสหวานแต่ไม่ค่อยหอม ปลูกได้ดีมากในประเทศไทย และประเทศเราส่งออกอบเชยประเภทนี้
4.        อบเชยจีน มีเปลือกหนา และเนื้อหยาบ
5.        อบเชยไทย พบ ในป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ แต่ยังไม่ได้ในมาผลิตเพื่อเป็นเปลือกอบเชย อบเชยไทยมีมากกกว่า 16 สายพันธุ์ เปลือกอบเชยไทยจะมีเปลือกหนากว่าอบเชยชนิดอื่น ๆ
สรรพคุณของ อบเชย แต่มาตั้งแต่โบราณ
             ส่วนของเปลือกต้น มีรสหวานหอม ใช้ปรุงเป็นเครื่องเทศ ใช้ปรุงเป็นยาหอม ยานัตถุ์ ช่วยทำให้สดชื่น แก้อ่อนเพลีย แก้ปวดศีรษะ ขับลม แก้จุกเสียดแน่นท้อง น้ำมันที่กลั่นได้จากเปลือกใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรคและกันบูดส่วนรากและใบ ใช้ต้มดื่มแก้ไข้จากการอักเสบหลังคลอดที่ทัน สมัยขึ้นมาหน่อย ก็บอกว่าอบเชยนั้นต้านมะเร็งได้ดี เพราะมีสารกลีเซอรีนเข้มข้น เป็นสารต้านแบคทีเรีย รักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้อาการท้องร่วง ขับปัสสาวะ สามารถช่วยเร่งปฏิกิริยาย่อยสลายไขมัน นอกจากนี้นักวิจัยญี่ปุ่นยังพบว่าอบเชยสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้
             เว็บไซต์ด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ Newscientist.com ได้รายงานข่าวใหม่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง ว่าด้วยผลดีจากการกินอบเชย ว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพในข่าวเผยว่าการโรยผงอบเชยเพียงวันละ 1/4 ถึงครึ่งช้อนชาในอาหาร หรือจุ่มก้านอบเชยลงในชาหรือกาแฟ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมชวนดื่มนั้น จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีปัญหาเป็นเบาหวานอยู่หรือไม่ก็ตามการค้นพบนี้เกิดขึ้นโดย บังเอิญ โดยริชาร์ด แอนเดอร์สัน จากศูนย์วิจัยด้านสารอาหารเพื่อมวลมนุษย์ ของกระทรวงเกษตรกรรมแห่งสหรัฐอเมริกา ที่เมืองเบลท์สวิลล์ รัฐแมรี่แลนด์ ที่กำลังวิจัยเรื่องผลของอาหารที่มีต่อระดับน้ำตาลในเลือด โดยเลือกเอาพายแอปเปิ้ล ซึ่งเป็นอาหารจานโปรดของคนอเมริกัน ซึ่งปกติแล้วจะมีการโรยผงอบเชยเพื่อเพิ่มความหอมอร่อย มาเป็นตัวอย่างในการวิจัย
           ปกติเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลและแป้งในอาหาร จะแตกตัวกลายเป็นกลูโคส และเข้าไปหมุนเวียนในระบบเลือด ซึ่งฮอร์โมนอินซูลินจะไปทำให้เซลล์ของร่างกายดูดซึมกลูโคสไปใช้เป็นพลังงาน หรือเปลี่ยนให้กลายเป็นไขมัน ซึ่งในคนที่เป็นเบาหวานก็จะไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ หรือผลิตได้ แต่ร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่ออินซูลินได้ รวมทั้งในคนที่ไม่ได้เป็นเบาหวานแต่มีน้ำหนักตัวมาก ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ก็มักจะมีกลูโคสในเลือดมาก ซึ่งถ้ามีมากติดต่อกันนาน ๆ ก็อาจมีผลต่ออวัยวะต่าง ๆ เช่น ตา ไต ประสาท ฯลฯ ได้
            เมื่อแยกธาตุของอบเชยออกมา พบว่ามีสารประกอบโพลีฟีนอลชนิดละลายน้ำได้ตัวหนึ่ง เรียกว่า MHCP เมื่อทดสอบในหลอดทดลองพบว่า MHCP นี้ทำหน้าที่เลียนแบบฮอร์โมนอินซูลิน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกับอินซูลินในเซลล์มากขึ้น
             ทีมงานของแอนเดอร์สันได้ทำการศึกษากับอาสาสมัครชาวปากีสถานที่ป่วยเป็นเบา หวาน โดยให้กินผงอบเชยบรรจุแคปซูล ขนาด 1, 3 และ 6 กรัมต่อวัน หลังอาหาร ผลที่ปรากฏในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา พบว่าคนกลุ่มนี้มีระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยต่ำกว่าคนในกลุ่มควบคุมซึ่งไม่ ได้กินอบเชย ประมาณ 20% บางคนถึงกับมีระดับน้ำตาลลดลงมาเป็นปกติ ซึ่งหากหยุดกินอบเชย ก็พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดจะกลับสูงขึ้นมาเหมือนเดิม
            นอกจากนี้อบเชยยังช่วยเสริมการทำงานของอินซูลิน ในเรื่องการควบคุมระดับไขมันในเลือดและคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ให้มีระดับต่ำลง และผลที่ได้จากหลอดทดลองยังพบว่ามันช่วยทำลายอนุมูลอิสระ ที่มักจะเพิ่มจำนวนขึ้นในคนที่เป็นเบาหวานให้ลดลงด้วยมีข้อควรระวังเล็กน้อย ก็คือ งดใช้ในเด็กเล็ก อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ผู้ที่มีปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขัด เป็นโรคริดสีดวง อุจจาระแห้งแข็ง และหญิงมีครรภ์ ไม่ควรกินอบเชย และห้ามกินน้ำมันอบเชย เพราะจะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน และเป็นอันตรายต่อไตได้ น้ำมันอบเชยนั้น เขาไว้ใช้แต่งกลิ่นสบู่ ใช้เป็นส่วนผสมในยาทาถูนวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย
 
ฉะนั้นครั้งต่อไปที่คุณเข้าร้านกาแฟ
แล้วพนักงานถามว่า                                                                                           
“คาปูชิโนแก้วนี้โรยหน้าด้วยอะไรดีค่ะ”
ตอบไปเลยครับว่า
“ผมขอเป็นชิเนม่อนครับ”
 
เสนอความคิดเห็น
รายละเอียด : *
Fun & Emotion Icon Click here for more.
ชื่อ : *
อีเมล์ :
* กรุณากรอกตัวเลขและตัวอักษรให้ถูกต้อง